นั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ มองภาพน้องมาร์ค v11 ร้องเพลงอำลา FA แล้วนึกถึงเมื่อ ยี่สิบปีก่อนที่ได้เริ่มเข้ามาอยู่เชียงใหม่ ตอนนั้นยังเป็นเด็กที่ไม่รู้ประสีประสาอะไร การสื่อสารไม่ทันสมัย คนบางส่วนมีโทรศัพท์บ้านใช้ นักธุรกิจ ใช้เพจโฟน แพ็คลิ้งค เด็กสมัยนี้คงไม่รู้จัก เพื่อนฉันมันบอกว่าเป็นกล่องขี้ข้า เพราะถ้าใครต้องการติดต่อเรื่องอะไรเข้ามาจะมีข้อความแจ้งให้ทราบสั้นๆ ตรงหน้าจอ สี่เหลี่ยมเล็ก ประมาณหน้า สามนิ้ว ถ้ามีข้อความสำคัญมาต้องตอบทันทีละก็ ผู้รับข้อความจะต้องโทรศัพท์กลับไปหาคนที่ส่งข้อความมา บางทีก็หาเหรียญหยอดตู้โทรศัพท์จ้าละหวั่น นึกแล้วอดขำไม่ได้ เพื่อนมันช่างตั้งชื่อชะจริงๆ พูดถึงโทรศัพท์ ถ้าเป็นแบบมือถือสมัยนั้นก็ต้องคนมีเงินจริงๆถึงจะซื้อได้ นอกจ่ากมีเงินแล้วต้องแข็งแรงด้วยเพราะโทรศัพท์เครื่องหนึ่งหนักประมาณ 5-7 กิโลกรรมเห็นจะได้ ไม่แข็งแรงจริงๆ คงหิ้วไปไหนต่อไหนด้วยไม่ไหวเป็นแน่(น่าจะใ้คำว่าโทรศัพท์หิ้ว หรือสพาย แทนคำว่า มือถือ เราะมันใหญ่มากเกินกว่าจะถือได้) แล้วแบตเตอรี่ที่ใช้ก็ก้อนมหึมาเก็บไฟได้ไม่น่าจะเกิน 4 ชั่วโมงต้องคอยหาที่ชาร์จ สมัยนั้นมันเป็นของใหม่ ของทันสมัย เท่ห์ที่สุดเลย ใครมีให้หิ้วละก็สาวๆจ้องตาเป็นมัน ถือว่าเป็นคนมีเงินและทันสมัยมากๆ ยี่ห้อที่เห็นก็จะมี แดนคอล อิริคสัน โมโตโรล่า ต่อมาก็พัฒนามาเป็รุ่นเหมือนกระดุกหมาเป็นของโมโตโรล่าเล็กลงมากว่าเดิมมากประมาณ 5 เท่า คนฮือฮากันมาราคา ก็ไม่ต่ำกว่่า 30,000 บาท ต่อมาก็เล็กลงเรื่อยๆ ในสมัยนั้นคนมีเงินจริงๆเท่านั้นที่จะมีโทรศัพท์มือถือใช้ เรื่องคอมพิวเตอร์ยิ่งแล้ว เป็นเรื่องไกลเกินฝันของเด็กบ้านนอกอย่างฉันด้วยซ้ำไป ได้ดูหนังฝรั่ง เรื่อง THE NET ดูกี่รอบกี่รอบก็ไม่เข้าใจ ว่าทำไมมันสามารถเปลี่ยนนางเอกให้กลายเป็นผู้ร้ายได้ กว่าจะเข้าใจได้ใช้เวลาหลายปีเลย จำได้สมัยนั้น รัฐบาลนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในหน่วยงานราชการ ข้าราชการหลายคน กลัวคอมพิวเตอร์วิตกกังวลมากจนถึงขั้นขอลาออกจากงานก็ยังมีตั้งเยอะตั้งแยะ เอาละวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะค่ะ คราวหน้าจะมาเล่าต่อค่ะ ใครจะไปรู้ สิบกว่าปีให้หลัง โทรศัพท์มือถือกลายเป็นของเล่นเด็กไปแล้ว เทคโนโลยี่ ไอซีที